Ceta cares... for your future success

ระบบการศึกษา

การเรียนภาษาอังกฤษ

หลักสูตรภาษาอังกฤษในประเทศออสเตรเลียสำหรับนักศึกษาต่างชาติเรียกว่า ELICOS ซึ่งย่อมาจาก English Language Intensive Course for Overseas Students ปัจจุบันมีสถาบันเปิดสอนหลักสูตรนี้ทั้งในเมือง และนอกเมืองในทุกรัฐของออสเตรเลีย สถาบันเหล่านี้มีห้องเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย ดำเนินการสอนโดยอาจารย์ที่มีความชำนาญ และทรงคุณวุฒิทางด้านการสอนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ

สถาบัน ELICOS เปิดสอนหลายหลักสูตรให้นักศึกษาได้มีโอกาสเลือกดังนี้

  • ภาษาอังกฤษทั่วไป (General English) เป็นหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะเน้นการพัฒนาทั้ง 4 ทักษะ คือ ทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียน
  • ภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อ (English for Academic Purpose) เป็นหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับนักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อ เนื้อหาของหลักสูตรจะครอบคลุมทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเรียนต่อ อาทิเช่น การเขียนรายงานและการนำเสนอหน้าชั้นเรียน
  • ภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในสายวิชาชีพ เน้นการสอนภาษาอังกฤษเพื่อนำไปใช้ในการเรียนและการทำงานในสายวิชาชีพสาขาต่างๆ เช่นภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ ภาษาอังกฤษสำหรับแพทย์และพยาบาล ภาษาอังกฤษสำหรับการบิน ภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยวและการโรงแรม เป็นต้น
  • ภาษาอังกฤษเพื่อการเตรียมการทดสอบ (Examination Preparation) เป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมเพื่อสอบ IELTS (International English Language Testing System) การสอบ TOEFL (Teaching of English as a Foreign Language) และสอบข้อทดสอบ Cambridge Certificate

NEAS คืออะไร?

บริษัท CETA เป็นตัวแทนของสถาบันสอนภาษาอังกฤษหลายแห่ง โดยศูนย์สอนภาษาอังกฤษเหล่านี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล และการรับรองคุณภาพจาก NEAS (The National ELT Accreditation Scheme Limited) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อควบคุมคุณภาพของโรงเรียน สถาบันที่จะได้รับการรับรองจาก NEAS จะต้องผ่านมาตรฐานต่างๆตามที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ เช่น คุณภาพของอาจารย์ ขนาดชั้นเรียน จำนวนนักเรียนต่อห้อง เป็นต้น

เกณฑ์ภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย

ระดับการศึกษา IELTS
มัธยมศึกษา/เตรียมเข้ามหาวิทยาลัยหรือผลสอบ AEAS 5.0 – 5.5
หรือผลสอบ AEAS
วิทยาลัย (TAFE) 5.5 - 6.0
ปริญญาตรี 6.0 - 6.5
ปริญญาโท 6.5 - 7.0
ปริญญาเอก 6.5 - 7.0

ถ้าระดับภาษาอังกฤษของนักศึกษาไม่ถึงเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด นักเรียนสามารถเรียนภาษาเพิ่มเติมได้ในศูนย์ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ หรือ เรียนภาษา เพิ่มเติมในสถาบันสอนภาษาเอกชนบางแห่งได้

การศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษา

CETA เป็นตัวแทนของโรงเรียนในทุกรัฐของประเทศออสเตรเลีย โดยทั่วไปโรงเรียนจะเริ่มรับนักเรียนต่างชาติเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 7 (Year 7) สำหรับในระดับประถม ทางสถาบันการศึกษาจะพิจารณารับนักเรียนเป็นรายบุคคลไป ซึ่งทาง CETA สามารถดำเนินการให้คำปรึกษาและสมัครเรียนให้ได้เช่นกัน

ลักษณะโรงเรียน

โรงเรียนมี 2 แบบคือ Day School หรือ ไปเช้ากลับเย็น และ Boarding School แบบ โรงเรียนประจำ นอกจากนี้ยังแบ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วนหรือชายล้วน และโรงเรียนสหศึกษา

หลักสูตรและวิชาที่เปิดสอน

สิ่งหนึ่งที่การศึกษาระดับมัธยมที่ประเทศออสเตรเลียมีความแตกต่างกับการเรียนการสอนที่ประเทศไทย คือ มีความหลากหลายในวิชาที่นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจของแต่ละบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วยหมวดวิชาหลักอันได้แก่

  • ภาษาอังกฤษ
  • คณิตศาสตร์
  • สังคมและสิ่งแวดล้อม
  • วิทยาศาสตร์
  • ศิลปะ
  • ภาษาอื่น ๆ นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ
  • เทคโนโลยีและการพัฒนา
  • สุขศึกษาและพลศึกษา

นักเรียนที่ออสเตรเลียยังสามารถเลือกเรียนวิชาต่างๆ ได้ตามความถนัดและความสนใจ (ภายใต้การแนะนำอย่างใกล้ชิดจาก Guardian และ Career Counselor)

โดยทั่วไปนักเรียนจะเลือกเรียนวิชาหลัก 4 -5 วิชา ซึ่งเป็นวิชาที่สอดคล้องกับสาขาวิชาที่นักเรียนต้องการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย คะแนนที่ได้ในระดับ Year 11 และ Year 12 นี้มีความสำคัญมากในการเลือกอันดับมหาวิทยาลัย และสาขาที่นักเรียนจะเรียน เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่มีระบบการสอบเข้า ดังนั้นการรับนักเรียนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจึงกำหนดจากคะแนนเฉลี่ย ระหว่างการสอบปลายภาคที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการศึกษากลางของรัฐและคะแนนประเมินผลจากโรงเรียน

ปีการศึกษา

โรงเรียนที่ออสเตรเลีย จะมีเวลาของการเปิดภาคเรียนแตกต่างกันไปตามแต่ละรัฐ บางรัฐจะแบ่งภาคการศึกษาเป็น 3 ภาค และบางแห่งจะแบ่งเป็น 4 ภาค หากนักเรียนไทยมีคะแนนภาษาอังกฤษดี มีผลสอบ IELTS (5.5) หรือ TOEFL (500) และมีผลการเรียนดีก็จะสามารถต่อชั้นได้เลย เช่น จบ ม.3 ของไทยสามารถไปต่อ Year 10 (ม.4) ได้เลย

หากผลการเรียนไม่ดีทางสถาบันอาจจะให้เรียนซ้ำชั้นประมาณครึ่งปีหรือหนึ่งปีขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

หากนักเรียนไม่มีผลภาษาอังกฤษ สามารถสอบวัดระดับภาษาอังกฤษหรือ AEAS Test ได้ที่ CETA ผู้ปกครองหรือนักเรียนที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละและนัดสอบได้ที่ CETA

ค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนต่างชาติ

  • ค่าเล่าเรียนประมาณ A$8,000 – 24,000 ต่อปี ขึ้นอยู่กับชั้นปีและโรงเรียนที่นักเรียนเลือก
  • ค่าใช้จ่ายและค่ากินอยู่ประมาณ A$14,000 ต่อปี
  • สำหรับโรงเรียนประจำรวมค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ประมาณปีละ A$15,000-30,000

วิทยาลัย หรือ เทฟ (TAFE) คือ สถาบันที่ให้ความรู้ในสายวิชาชีพแก่ผู้ที่สนใจในสาขาต่างๆ

หลักสูตรที่เปิดสอนในวิทยาลัยมีหลายหลายหลักหลักสูตร ส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตรทางวิชาชีพ อาทิเช่น Business, IT, Design, การโรงแรม, นักบิน, Multimedia เป็นต้น โดยระยะเวลาการเรียนการสอนจะมีตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี วุฒิที่ไดรับจากการเรียนวิทยาลัยคือ Certificate, Diploma, Advanced Diploma

ในปัจจุบัน TAFE ส่วนใหญ่จะมีศูนย์ภาษาเป็นของตนเอง ดังนั้นหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ TAFE จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการจะเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมก่อน

วิทยาลัย TAFE แบ่งหลักสูตรเป็น 3 ระดับ คือ

  • ประกาศนียบัตรวิชาชีพระดับ 1 ถึง 4 (Certificate I-IV) ระยะเวลาเรียน 6 เดือน ถึง 1 ปี เป็นหลักสูตรวิชาชีพพื้นฐาน เน้นความรู้ระดับปฏิบัติงาน
  • อนุปริญญา (Diploma) ระยะเวลาเรียนรวม 2 ปี เป็นหลักสูตรระดับปฏิบัติงานและวางแผน
  • อนุปริญญาชั้นสูง (Advanced Diploma) ระยะเวลาเรียนรวม 2-3 ปี สามารถโอนหน่วยกิตไปต่อในระดับปริญญาตรีได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าที่สูงกว่าตำแหน่งหัวหน้างาน

สถาบัน TAFE ที่ "ซีต้า" ขอแนะนำได้แก่

  • Northern Melbourne Institute of TAFE — NMIT
  • Box Hill Institute of TAFE
  • Holmesglen Institute of TAFE
  • William Angliss Institute of TAFE
  • Kangan Batman Institute of TAFE
  • TAFE NSW
  • Adelaide Institute of TAFE
  • Melbourne Institute of Technology — MIT
  • TAFE South Australia

นอกจากนี้ วิทยาลัย TAFE ยังมีหลักสูตรพิเศษที่จัดขึ้นตามความต้องการของหน่วยงานนอกสถาบัน รวมทั้งให้บริการการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ในหลักสูตร Matriculation ซึ่งเป็นหลักสูตรสามัญเร่งรัด 1 ปี สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปี ขึ้นไป ที่ยังเรียนไม่จบมัธยมปลายและต้องการสอบเพื่อให้ได้วุฒิดังกล่าว เพื่อเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

วิทยาลัย (TAFE)

วิทยาลัยที่เปิดสอนทั่วประเทศออสเตรเลียจะอยู่ตามเมืองต่างๆ เช่น Sydney, Melbourne, Perth, Brisbane, Adelaide, Canberra วิทยาลัยทุกแห่งที่ "ซีต้า" แนะนำให้นักศึกษาได้รับการรับรองวิทยฐานะจากรัฐบาล

นอกจากนี้ หลักสูตรในวิทยาลัยเอกชน เป็นหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษ และวิชาชีพเพิ่มเติม หลังจากจบปริญญาตรีมาแล้ว เนื่องจากระยะเวลาเรียนสั้น เน้นการปฏิบัติ

นักศึกษามีผล TOEFL ประมาณ 500 หรือ IELTS ประมาณ 5.0-5.5 สามารถสมัครเรียนได้เลย ถ้าไม่มีผลภาษาอังกฤษก็อาจจะไปเรียนภาษาอังกฤษก่อน กับวิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอนทั้งหลักสูตรภาษาอังกฤษ และหลักสูตรวิชาชีพได้

ในบางวิทยาลัยซึ่ง "ซีต้า" จัดให้ นักศึกษาจะไม่ต้องสอบ IELTS เนื่องจากวิทยาลัยเอกชนจะวัดผลจากการเรียนภาษาอังกฤษของสถาบันเอง ถ้าผ่านถึงเกณฑ์ที่ทางสถาบันกำหนด ก็สามารถเรียนต่อในหลักสูตรที่นักศึกษาสนใจได้

หลักสูตรเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย (Foundation Studies)

เป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาในออสเตรเลียให้กับนักเรียนต่างชาติ ใช้เวลาในการเรียน 1 ปี เนื้อหาของหลักสูตรมาจาก Year 11-12 บวกวิชาพื้นฐานในสาขาที่นักศึกษาจะศึกษาในระดับปริญญาตรี เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คอมพิวเตอร์ ธุรกิจ บัญชี สังคมและประวัติศาสตร์ เป็นต้น

หลักสูตร Foundation แบ่งออกเป็น สายวิทย์ สายศิลป์ และธุรกิจ ก่อนเข้าเรียน นักศึกษาจากประเทศไทยจะต้องจบชั้นปีที่ 11 หรือ ม.6 หรือ ปวช. มีผล IELTS ประมาณ 5.0 หรือ TOEFL ประมาณ 500 ขึ้นไป GPA ไม่ควรต่ำกว่า 2.5 ถ้าสอบผ่านทุกวิชาของหลักสูตร Foundation ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดก็สามารถจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้เลย

ยกเว้นเส้นทางลัด (Pathway) ที่ทาง "ซีต้า" ร่วมกับวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยบางแห่ง ได้จัดไว้รองรับนักศึกษาที่คุณสมบัติไม่ถึงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้นักศึกษาสามารถได้รับโอกาสที่ทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้นักศึกษาทุกคนสามารถได้รับปริญญาตรี หรือโทสมความมุ่งหวัง

เส้นทางลัดสู่ ปริญญาตรี-โท ที่ "ซีต้า" ขอแนะนำได้แก่

  • Melbourne Institute of Technology/ University of Ballarat
  • Cambridge International College/ Swinburne university of Technology

วิทยาลัยเอกชน (Private Colleges)

วิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอนทั่วประเทศออสเตรเลียจะต้องอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น Sydney, Melbourne, Perth, Brisbane, Adelaide, Canberra เป็นต้น วิทยาลัยเอกชนทุกแห่งที่ "ซีต้า" แนะนำให้นักศึกษาได้รับการรับรองวิทยฐานะจากรัฐบาล

นอกจากนี้ "ซีต้า" ยังตั้งใจเสนอหลักสูตรของวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องให้แก่นักศึกษา

หลักสูตรที่เปิดสอนในวิทยาลัยเอกชนมักเป็นหลักสูตรวิชาชีพทางธุรกิจ จะเปิดสอนตั้งแต่ระยะเวลา 6 เดือน ถึง 2 ปี วุฒิที่ได้ เช่น ประกาศนียบัตร I-IV อนุปริญญา (Diploma)

นอกจากนี้ หลักสูตรในวิทยาลัยเอกชน เป็นหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษ และวิชาชีพเพิ่มเติม หลังจากจบปริญญาตรีมาแล้ว เนื่องจากระยะเวลาเรียนสั้น เน้นการปฏิบัติ

นักศึกษามีผล TOEFL ประมาณ 500 หรือ IELTS ประมาณ 5.0-5.5 สามารถสมัครเรียนได้เลย ถ้าไม่มีผลภาษาอังกฤษก็อาจจะไปเรียนภาษาอังกฤษก่อน กับวิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอนทั้งหลักสูตรภาษาอังกฤษ และหลักสูตรวิชาชีพได้

ในบางวิทยาลัยซึ่ง "ซีต้า" จัดให้ นักศึกษาจะไม่ต้องสอบ IELTS เนื่องจากวิทยาลัยเอกชนจะวัดผลจากการเรียนภาษาอังกฤษของสถาบันเอง ถ้าผ่านถึงเกณฑ์ที่ทางสถาบันกำหนด ก็สามารถเรียนต่อในหลักสูตรที่นักศึกษาสนใจได้

** ค่าเล่าเรียนประมาณปีละ 8,000-12,000 เหรียญออสเตรเลีย

ปริญญาตรี (Under-Graduate Studies)

ปัจจุบันออสเตรเลียมีมหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยี และวิทยาลัย ซึ่งได้รับการยกระดับวิทยฐานะเป็นมหาวิทยาลัย รวมทั้งหมด 39 แห่งทั่วประเทศ คุณภาพได้มาตรฐานเทียบเท่ามหาวิทยาลัยชั้นดีของประเทศอังกฤษ แคนาดา และอเมริกา มหาวิทยาลัยเป็นของรัฐบาลทั้งหมดยกเว้น Bond University และ The University of Notre Dame

ดังได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า ออสเตรเลียไม่มีระบบเอ็นทรานซ์เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย การรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีจึงพิจารณาจากผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษา ในกรณีที่เป็นนักเรียนต่างชาติก็พิจารณาจากผลการเรียนในระดับมัธยมปลาย

มหาวิทยาลัยอาจกำหนดคุณสมบัติในการเข้าเรียนระดับปริญญาตรีของนักเรียนจากประเทศต่างๆ แตกต่างกันไป เช่น ในกรณีประเทศไทย บางสถาบันอาจพิจารณารับผู้ที่จบปี 1 ในระดับมหาวิทยาลัยแล้วเท่านั้น นอกจากนี้สถานศึกษาทั่วไป ในของออสเตรเลียยังไม่ยอมรับผลการสอบเทียบในประเทศไทย เว้นแต่จะได้เกรด 2.5 ขึ้นไป

หลายสถาบันเปิดหลักสูตรการเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเข้าสถาบันนั้นๆ แต่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอ หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรสำหรับนักศึกษาต่างชาติโดยเฉพาะ ใช้เวลาศึกษา 1 ปี หากนักศึกษาสามารถสอบผ่านปีพื้นฐานได้ ก็จะได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ตามสาขาที่เลือกไว้

บัณฑิตศึกษา (Post-Graduate Studies)
ประกาศนียบัตรบัณฑิต (Graduate Certificate)

เป็นหลักสูตรระยะสั้น 6 เดือน เพื่อเสริมความรู้เฉพาะด้าน มีหลายสาขาให้เลือก เช่น ผู้ที่จบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ อาจเรียนหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information System) เพิ่มเติม หรือนักเรียนต่างชาติที่สมัครเรียนระดับปริญญาโท แต่ทางสถาบันไม่แน่ใจในความพร้อมของนักเรียน อาจให้นักเรียนลงทะเบียนหลักสูตร Graduate Certificate เพื่อประเมินผลการเรียนก่อนจนกว่าผลการเรียนเป็นที่พอใจก็จะอนุญาตให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทได้


อนุปริญญาโท (Graduate Diploma)

เป็นหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ระยะเวลาศึกษา 1 ปี สำหรับผู้ที่จบปริญญาตรีที่มีประสบการณ์ในการทำงานแล้ว และต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเฉพาะด้าน เป็นหลักสูตรฟังคำบรรยาย (Coursework) อาจมีการทำ Project หรือมีภาคปฏิบัติในบางสาขาวิชา ในหลายสาขาวิชา เช่น MBA ได้จัดให้ Graduate Diploma เป็นหลักสูตรปีแรกของโปรแกรม ซึ่งถ้านักศึกษาสามารถทำคะแนนได้ดีในปีแรก ก็สามารถผ่านไปเรียนปีที่สองในระดับปริญญาโทได้

ปริญญาโท (Master's Degree)

ใช้ระยะเวลาศึกษา 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาและลักษณะการเรียน ระบบการเรียนมี 3 ลักษณะคือ

  • Coursework เป็นการเรียนแบบเข้าฟังคำบรรยาย
  • Thesis เป็นการเรียนแบบเขียนวิทยานิพนธ์
  • Coursework and Thesis เป็นการเรียนแบบผสมผสานระหว่างการเข้าฟังคำบรรยาย และการเขียนวิทยานิพนธ์ ซึ่งบางสถาบันอนุญาตให้นักศึกษาเลือกอัตราส่วนระหว่างการเรียนสองแบบเองได้ เช่น นักศึกษาอาจจะเลือก Coursework 50% และ Thesis อีก 50% หรือ อัตราส่วน ระหว่าง Coursework และ Thesis เป็น 70%:30%

บางสาขาโดยเฉพาะของ MBA รับผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ แต่จะต้องมีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 1-2 ปี ในกรณีที่จบปริญญามาสาขาหนึ่ง และต้องการเรียนต่อปริญญาโทอีกสาขาหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยอาจให้ทดลองเรียน 1 ปีก่อน ซึ่งเรียกว่า Master Qualifying ซึ่งนักศึกษาจะต้องมีผลสอบเป็นที่น่าพอใจจึงจะสามารถเรียนต่อไปในระดับปริญญาโทได้


ปริญญาเอก (Doctoral Degree)

ระยะเวลาศึกษาประมาณ 3-5 ปี เป็นหลักสูตรวิจัยค้นคว้า คือเขียนวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียว ขณะนี้บางมหาวิทยาลัยพิจารณาเพิ่มหลักสูตร Coursework เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนระดับปริญญาเอกนี้ด้วย แต่ยังเป็นส่วนน้อย ผู้ที่จะเรียนระดับปริญญาเอกจึงควรมีพื้นฐานการทำวิจัยในระดับปริญญาโทมาก่อน

ระบบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

ปรัชญาการเรียนการสอนของออสเตรเลียมุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้จักคิด รู้จักตั้งคำถาม และรู้จักค้นคว้า ค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเอง ซึ่งแตกต่างจากระบบการเรียนการสอนของไทย ที่เรียนรู้โดยการท่องจำ นักศึกษาไทยที่ประสงค์จะไปศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย จึงควรทำความเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับระบบการเรียนการสอนและวิธีการประเมินผลของที่นั่นด้วย

การบรรยาย (Lectures)

ก่อนเริ่มเรียนแต่ละวิชา อาจารย์ผู้บรรยายจะแจกโครงร่าง ซึ่งระบุเนื้อหาสาระของวิชาที่จะสอน และรายชื่อหนังสือประกอบการค้นคว้าซึ่งเรียกว่า Subject Outlines ให้เพื่อนักศึกษาจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า โดยทั่วไปอาจารย์ผู้บรรยายจะอภิปรายเนื้อหา หัวข้อที่สอนจากตำราหลายเล่ม และจากแนวคิดหลายแนว นักศึกษาจำเป็นต้องค้นคว้าอ่านหนังสือเล่มอื่นที่อาจารย์แนะนำด้วย ชั้นเรียนขนาดใหญ่บางชั้นมีนักศึกษาเป็นร้อย ชั้นเรียนขนาดเล็กบางชั้นมีแค่ 5-10 คน ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่เปิดสอนว่าเป็นวิชาพื้นฐานภาคบังคับหรือวิชาเลือก

การเรียนกลุ่มย่อยและการทดลอง (Tutorials and Laboratory Sessions)

บางวิชาอาจกำหนดให้มีการเรียนกลุ่มย่อยสัปดาห์ละครั้ง นอกเหนือจากชั้นบรรยาย กลุ่มย่อยจะประกอบด้วยนักศึกษา 5-10 คน โดยมีอาจารย์ช่วยสอน (Tutor) เป็นผู้นำกลุ่ม 1 คน นักศึกษามีโอกาสซักถามข้อข้องใจ และทำความเข้าใจกับเนื้อหาวิชาในรายละเอียดให้มากขึ้น มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนเอง และฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ และแตกฉานในวิชานั้นๆ มากขึ้น สำหรับสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ นักศึกษาทุกคนจะต้องมีชั่วโมงฝึกในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นชั่วโมงบังคับ ที่เรียกสั้นๆ ว่า "Prac" (Practicals) นักศึกษาจะขาดไม่ได้ ในห้องปฏิบัติการจะมีเจ้าหน้าที่ (Laboratory Technicians) ให้ความช่วยเหลือ แนะนำการใช้อุปกรณ์ต่างๆ และมีอาจารย์เป็นผู้แสดงให้ดู (Demonstrators) และเป็นผู้ควบคุมการทดลอง

ห้องสมุด (Libraries)

เป็นหัวใจของการเรียนระดับมหาวิทยาลัย เพราะเป็นแหล่งข้อมูล และความรู้ที่สำคัญที่สุดที่นักศึกษาต้องใช้ค้นคว้า การรู้วิธีการใช้ห้องสมุดอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยทั่วไปนักศึกษาควรต้องค้นคว้าในห้องสมุดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 24 ชั่วโมง หรือวันละ 3-4 ชั่วโมง นักศึกษาควรถือคติว่า ถ้าว่างจากการเรียนเมื่อใดต้องไปห้องสมุด

การประเมินผล

โดยทั่วไป การประเมินผลการเรียนมีหลายรูปแบบดังต่อไปนี้:

  1. การสอบ (Examination)
    การสอบมีหลายแบบ อาจมีการสอบย่อยซึ่งเรียกว่า Quiz ซึ่งอาจสอบเมื่อใดก็ได้ หรือสอบใหญ่กลางภาคและปลายภาค หรืออาจมีการสอบที่อนุญาตให้นักศึกษาสามารถนำตำราเข้าห้องสอบได้ เรียกว่า Open Book Exam หรือบางทีอาจารย์อาจให้ข้อสอบกลับไปทำที่บ้าน เรียกว่า Take Home Exam
  2. การบ้าน (Homework หรือ Assignments)
    การทำ Homework หรือ Assignment ส่ง จะทำให้นักศึกษาได้คะแนนสะสม ที่เรียกว่าคะแนนเก็บ เพื่อไปรวมกับคะแนนผลสอบปลายเทอม
  3. รายงาน (Essays)
    การเขียนรายงานเป็นการฝึกทักษะการใช้ปัญญา ฝึกให้นักศึกษารู้จักแยกแยะประเด็น วิเคราะห์ปัญหาอย่างมีหลักการและเหตุผล รายงานจึงเป็นผลผลิตทางความคิดที่ใช้ประเมินความสามารถทางวิชาการของนักศึกษาที่นิยมใช้กันมาก การเข้ากิจกรรมกลุ่มและการทดลอง (Tutorial Participation and Experiments) สำหรับบางวิชาที่กำหนดให้มีการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มหรือเสนอผลงานในนามกลุ่ม นักศึกษาจะได้คะแนนในนามของกลุ่ม
  4. การแสดงผลการเรียน
    โดยทั่วไปผลการเรียนแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ดีมาก (High Distinction) ดี (Distinction) พอใช้ (Credit) ผ่าน (Pass) และ ตก (Fail)
↑Top
CETA Education
ชั้น 16 อาคาร GMM Grammy Place สุขุมวิท 21 (ถนนอโศก) เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทร. 02 665 8100 (อัตโนมัติ) แฟกซ์. 02 665 8105 ดูแผนที่
โรงเรียน ออสเตรเลีย | มัธยม ออสเตรเลีย | ภาษา ออสเตรเลีย | มหาวิทยาลัย ออสเตรเลีย | ศึกษาต่อออสเตรเลีย | ศึกษาต่อต่างประเทศ | เรียนต่อออสเตรเลีย
เรียนต่อต่างประเทศ | Summer Course Australia | Study Tour Australia | English Course in Melbourne | Resources | Site map